<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Fashion designer ดีไซเนอร์ไทย ประวัติ ดีไซเนอร์ - designer.in.th</title>
	<atom:link href="http://www.designer.in.th/directory/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.designer.in.th/directory</link>
	<description>Fashion designer of thailand</description>
	<lastBuildDate>Wed, 25 Mar 2009 11:12:47 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>เมตตา ตันติสัจจธรรม</title>
		<link>http://www.designer.in.th/directory/ม/เมตตา-ตันติสัจจธรรม</link>
		<comments>http://www.designer.in.th/directory/ม/เมตตา-ตันติสัจจธรรม#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 13 Feb 2009 09:39:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ม]]></category>
		<category><![CDATA[Metta]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.designer.in.th/directory/?p=21</guid>
		<description><![CDATA[ Designer : เมตตา ตันติสัจจธรรม
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="size-full wp-image-36 alignleft" title="metta-tantisatchatham" src="http://www.designer.in.th/directory/wp-content/uploads/2009/02/metta-tantisatchatham.jpg" alt="metta-tantisatchatham" width="459" height="479" /> <strong>Designer</strong> : เมตตา ตันติสัจจธรรม</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.designer.in.th/directory/ม/เมตตา-ตันติสัจจธรรม/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พัชทรี ภักดีบุตร</title>
		<link>http://www.designer.in.th/directory/พ/พัชทรี-ภักดีบุตร</link>
		<comments>http://www.designer.in.th/directory/พ/พัชทรี-ภักดีบุตร#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 13 Feb 2009 08:43:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พ]]></category>
		<category><![CDATA[GREYHOUND]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.designer.in.th/directory/?p=7</guid>
		<description><![CDATA[
Designer : พัชทรี ภักดีบุตร, HEAD DESIGNER, BY GREYHOUND
มัธยมศึกษา : โรงเรียนสตรีวิทยา
อุดมศึกษา :  ปริญญาตรีสาขาการตลาด จาก Richmond University, London UK.
ประวัติการทำงาน :
- GRAPHIC DESIGNER LEO BERNETT
- DESIGNER GREYHOUND
- HEAD DESIGNER GREY BY GREYHOUND / FOUNDER &#8220;EAB&#8221;
ผลงานที่ภาคภูมิใจ : ทั้งหมด
กิจกรรมที่ทำสมัยยังศึกษาอยู่ : ประธานเชียร์
กิจกรรมยามว่าง / งานอดิเรก : เลี้ยงสุนัข อ่านหนังสือ โยคะ ปลูกและศึกษาต้นไม้สมุนไพร
        จากเด็กสาวผู้แก่นเชี๊ยว เปรี้ยวจี๊ด และมีรสนิยมทางด้านแฟชั่นมาตั่งแต่เด็กทำให้ พัชทรี ภักดีบุตร ผู้ที่สนุกกับการพาตัวเองให้แวดล้อม อยู่กับงานดีไซน์ มีความฝันว่า สักวันหนึ่งเธออาจจะได้ทำในสิ่งที่เธอรัก แต่กว่าเส้นทางความฝันของเธอจะถูกชุบชีวิตขึ้นมาเป็นแบรนด์ &#8220;Greyhound&#8221; และ &#8220;Grey&#8221; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="size-full wp-image-32 alignleft" title="patthre-phakdibud" src="http://www.designer.in.th/directory/wp-content/uploads/2009/02/patthre-phakdibud.jpg" alt="patthre-phakdibud" width="300" height="592" /></p>
<p><strong>Designer</strong> : พัชทรี ภักดีบุตร, HEAD DESIGNER, BY GREYHOUND<br />
มัธยมศึกษา : โรงเรียนสตรีวิทยา<br />
อุดมศึกษา :  ปริญญาตรีสาขาการตลาด จาก Richmond University, London UK.<br />
ประวัติการทำงาน :<br />
- GRAPHIC DESIGNER LEO BERNETT<br />
- DESIGNER GREYHOUND<br />
- HEAD DESIGNER GREY BY GREYHOUND / FOUNDER &#8220;EAB&#8221;<br />
ผลงานที่ภาคภูมิใจ : ทั้งหมด<br />
กิจกรรมที่ทำสมัยยังศึกษาอยู่ : ประธานเชียร์<br />
กิจกรรมยามว่าง / งานอดิเรก : เลี้ยงสุนัข อ่านหนังสือ โยคะ ปลูกและศึกษาต้นไม้สมุนไพร</p>
<p>        จากเด็กสาวผู้แก่นเชี๊ยว เปรี้ยวจี๊ด และมีรสนิยมทางด้าน<a title="แฟชั่น" href="http://www.designer.in.th">แฟชั่น</a>มาตั่งแต่เด็กทำให้ <strong style="FONT-FAMILY: "><span style="font-family: verdana,geneva;">พัชทรี ภักดีบุตร</span></strong> ผู้ที่สนุกกับการพาตัวเองให้แวดล้อม อยู่กับงานดีไซน์ มีความฝันว่า สักวันหนึ่งเธออาจจะได้ทำในสิ่งที่เธอรัก แต่กว่าเส้นทางความฝันของเธอจะถูกชุบชีวิตขึ้นมาเป็นแบรนด์ &#8220;Greyhound&#8221; และ &#8220;Grey&#8221; ได้นั้น เธอผู้นี้ต้องหลงทางไปตามเส้นทางอื่น ก่อนที่จะมาพบว่าสิ่งที่เคยฝันไว้กลับถูกยื่นมาให้อย่างไม่คาดฝัน&#8230;</p>
<p>        &#8221;ประมาณอายุ 14-15 ปี พี่เคยฝันไว้ว่าอยากจะเป็นดีไซเนอร์แต่ก็ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้มาทำงานตรงนี้จริงๆ เพราะความคิดตอนนั้นเกิดจากการที่เราเป็นคนบ้าแฟชั่นอยู่แล้วในตัว ก็จะติดตามเทรนด์แฟชั่นของเมืองนอกทั้งการไปหาซื้อหนังสือแฟชั่นต่างประเทศที่ขายตามสนามหลวง โบ๊เบ๊ มาดูทิศทางแฟชั่นเพื่อไม่ให้ตกยุค การได้เริ่มอ่านหนังสือ ลลนา เปรียว ได้ติดตามผลงานของคุณ โหน่ง-ปริญญา ซึ่งเป็น Idol ผู้ทำให้ชีวิตพี่มีรสชาติในด้านแฟชั่นขึ้นอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการถ่ายรูป การแต่งตัวการเซ็ตแฟชั่นแต่เพื่อถ่ายลงหนังสือแต่ละเล่ม จนกระทั่งการเฝ้าติดตามเสมือนตัวเองเป็นแฟนคลับของเขาอย่างเต็มที่ และทุกครั้งที่มีโอกาส ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปตีสนิท การไปดักรอเพื่อเจอหน้า การไปซื้อเสื้อผ้าของคนที่เป็น Idol มาใส่ ก็เป็นอีกความสุขที่เราสัมผัสได้ ณ เวลานั้นจริงๆ จนวันหนึ่งก็ถึงเวลาที่เราจะต้องบินไปเรียนยังต่างแดน กระทั้งจบปริญญาตรีด้านการตลาดจากประเทศอังกฤษมา แต่ความฝันที่จะทำงานด้านดีไซเนอร์ก็ยังไม่ลบออกไปจากหัวใจ พี่เริ่มทำงานเป็นกราฟิกดีไซน์เนอร์ให้กับ Leo Bernett ที่นี่ทำให้พี่ได้แสดงออกทางด้านความคิดในเรื่องของงานดีไซน์ได้อย่างเต็มที่ ความคิดที่จะแหกกฏก็เริมขึ้น เพราะไม่ว่าเราจะออกแบบงานอะไรเราก็ใส่ความชอบของเราลงไปด้วยทุกครั้ง อย่างที่พี่ชอบงานด้านดีไซน์ของเสื้อผ้า พี่ก็จะรับงานด้านนี้มาใส่ลงในโฆษณาด้วย ทำให้โฆษณาดูแปลกๆ เป็นเพราะส่วนหนึ่งเราไม่มีพื้นฐานด้านการดีไซน์มาก่อนเวลาคิดอะไรเราก็จะไม่มีกฏมาบังคับตายตัว งานที่ออกมาก็จะต่างกับคนอื่นอย่างสิ้นเชิง และกลายเป็นเรื่องที่ดีที่เจ้านายเห็นสมควรไป&#8221;</p>
<p>     &#8221;3 ปี กับการ ทำงานกราฟิกที่ Leo Bernett พี่มองว่างานทุกชิ้นที่เราทำมีแต่โดนใจเจ้าของสินค้า ไม่ได้ทำออกมาให้โดนใจผู้บริโภคสักเท่าไหร่ ตัวพี่เองก็เริ่มมีคำถามในใจว่า ในเมื่อเป็นอย่างนี้เราจะทำงานต่อไปเพื่ออะไร และความคิดที่เราว่าเจ๋งแล้ว พอให้ลูกค้าดูเขาก็ยังไม่ชอบ และอยู่ก็เหมือนมีอะไรมาดลใจก็ไม่รู้ ระหว่างที่พี่ขับรถเพื่อไปทำงาน ก็เหลือบเห็นโฆษณาที่พี่ทำติดอยู่ตรงท้ายรถเมล์พอดี ก็เกิดเป็นคำถามว่า &#8221; นี่หรืองานที่ฉันทำอยู่&#8221; มันจะคงทนถาวรได้แค่ไหน สิ่งเหล่านี้มันไม่มีคุณค่าทางจิตใจใครเลย พี่คิดได้แบบนี้ก็ตัดสินใจลาออกจาก Leo Bernett ทันที&#8221;</p>
<p>        แต่ด้วยความชอบในการทำงานที่ไม่เหมือนใครและสไตล์การแต่งตัวที่โดดเด่นเข้าตา (กรรมการ) ทำให้ประธานของ Leo bernett (ภาณุ อิงคะวัต) หันมาชักชวนพี่รี่เพื่อมาทำงานเป็นดีไซเนอร์ให้กับ Greyhound และบังคับเธอให้มาเป็นหุ้นส่วนด้วยกัน ความที่ตัวเธอเองก็ตั่งเป้าหมายไว้ว่า ก่อนอายุ 30 ปีจะต้องมีธุรกิจเป็นของตัวเองให้ได้ ทำให้เธอยอมตกลงร่วมหุ้นอย่างง่ายดาย และเริ่มทำงานอย่าที่ใจต้องการโดยผลิตและ<a title="ออกแบบเสื้อผ้า" href="http://www.designer.in.th">ออกแบบเสื้อผ้า</a>ให้ Greyhound ตั่งแต่นั้นมา</p>
<p>      &#8220;จากเสื้อผ้า Greyhound ที่เคยมีแต่ของผู้ชาย พอเราเข้ามาทำงานก็เริ่มผลิตและดีไซน์เสื้อผ้าผู้หญิงเข้ามาเป็นคอลเลคชั่นของแบรนด์ด้วยทำมาสักระยะก็เห็นว่าเสื้อผ้าผู้หญิงเริ่มโตเร็วขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัจจัย หลายๆด้าน ทั้งในเรื่องของงานเดินแฟชั่นโชว์ การถ่ายแบบให้กับหนังสือต่างๆ จากจุดนี้ก็เลยทำให้แบรนด์ Greyhound ที่เป็น<a title="เสื้อผ้าผู้หญิง" href="http://www.designer.in.th">เสื้อผ้าผู้หญิง</a>กลายเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น&#8221;</p>
<p>      &#8220;คอนเซ็ปต์ในการคิดงานแต่ละครั้งอยู่ที่ความชอบของเราว่าอยากใส่อะไร แบบไหน ซึ่งเราเองก็เป็นคนบ้าแฟชั่น ดื้อ ไม่ชอบทำตัวตามเทรนด์มากมาย แต่ทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้งานที่ออกมาอยู่เหนือเทรนด์ที่สุดโดยการเอาตัวเองผสมกับเทรนด์แฟชั่น และสิ่งนี้เองที่ทำให้งานของเราออกมาไม่เหมือนใคร&#8221;</p>
<p>  จากแรงสำคัญที่ผลักดัน Greyhound จนโด่งดังทั้งตลาดภายในและนอกประเทศเรื่อยมา กระทั้งมีโอกาสได้มาดูแลแบรนด์น้องใหม่คือ Grey พี่รี่จึงทุ่มเวลาทั้งหมดเพื่อ Set-up และดูแลแบรนด์น้องใหม่อย่างเต็มที่</p>
<p> </p>
<p>      &#8220;การทำงานภายใต้แบรนด์ ความยากอยู่ที่ความยึดถือความเป็นแบรนด์ให้ดี และยิ่งต้องทำงานภายใต้องกรณ์ใหญ่ๆ มันก็ยากขึ้นด้วย บางครั้งฝ่ายการตลาดก็จะบอกว่า<a title="เสื้อผ้า" href="http://www.designer.in.th">เสื้อผ้า</a>คอลเลคชั่นแบบนี้ขายดีในซีซั่นก่อนเขาก็อยากให้เราทำแบบนี้ขึ้นมาอีก แต่เราในฐานะที่ทำงานตรงนี้มาก็จะรู้ว่าอะไรมันจะมา อะไรมันจะเอาท์ ก็เหมือนอยู่ในวงล้อแฟชั่นซึ่งเมื่อทำงานไปได้สักพักก็จะรู้ไปเอง นี่แหละคือความยากในการที่จะพัฒนาและพาธุรกิจให้ลงตัวได้ เขาจะต้องเก่งมาก เขาต้องสู้ ต้องทำงานแบบตัวคนเดียว เพื่อจะได้ดูแลธุรกิจของตัวเองให้เป็นที่ยอมรับและเข้าไปในตลาดธุรกิจเสื้อผ้าได้อย่างภาคภูมิ&#8221;</p>
<p>       &#8220;ดังนั้นหากน้องๆ คนไหนที่สนใจอยากจะเป็นดีไซเนอร์ ก่อนอื่นเราจะต้องหาตัวเองให้เจอ ต้องรู้ว่างานที่เราจะทำเป็นอะไร บางทีเราอาจเลี้ยวไปโน่นไปนี่บ้าง แต่ทำอย่างไรให้เราก้าวไปถึงจุดหมายให้มากที่สุดเข้าใจเป้าหมายของเราให้ดีกว่าสิ่งที่เรานำเสนอคืออะไร เป็นตัวของตัวเองให้ดีที่สุด พี่มองว่าคนเหล่านี้จะประสบความสำเร็จได้เอง ที่สำคัญเราต้องชัดเจนในการสร้างแบรนด์ให้มากๆ เพราะสิ่งนี้จะทำให้เราได้รับการยอมรับในที่สุด ตอนนี้วงการแฟชั่นมันโตเร็วและเข้มข้นขึ้นมากไหนจะต้องแข่งขันกับเมืองนอก ซึ่งเมื่อก่อนมีไม่กี่แบรนด์ ใครจะทำอะไรออกมาก็ขายได้แล้ว แต่เดี๋ยวนี้พอแบรนด์เยอะขึ้น แบรนด์เมืองนอกก็เข้ามามาก ทำให้เราต้องพยายามสร้างสรรค์ผลงานออกมาให้ดีและชัดเจน เพื่อความแข็งเกร่งของแบรนด์ และสามารถต่อสู้กับแบรนด์อื่นได้มากขึ้นด้วย&#8221;</p>
<p>       &#8220;พี่ไม่เคยวัดความสำเร็จจากการทำงานของตัวเอง แต่เมื่อไหร่ที่เราทำงานแล้วมีความสุขเราก็พอใจแล้ว สิ่งที่เราได้รับกลับมาเรารู้สึกว่าเราสบายใจ มันดูคุ้มค่ากับความเหนื่อยที่เราได้ทำมา ถ้าเราอยากได้ความสุขเราก็ต้องรู้ตัวเองว่าเราชอบอะไร แล้วทำสิ่งนั้นให้ดี&#8221;</p>
<p>      ตัวพี่เองบางครั้งแอบอิจฉาคนที่ได้เรียนมาทางด้านแฟชั่นโดยตรง เพราะอย่างพี่บางครั้งเราเห็นว่าเสื้อผ้าแบบนี้ต้องแก้ไขตรงนี้ แต่ในเมือเราไม่ได้เรียนดีไซน์มา เราก็แก้ไขงานเองไม่ได้ เราสามารถคอมเมนท์ได้เฉยๆ แต่เวลาเราไม่มีพื้นฐานทางด้านนี้ ทำให้เรามีคำถามเกิดมากมาย ทำให้เรามีการแชร์ความรู้ได้มากขึ้นกับผู้รู้ สิ่งนี้เองที่จะทำให้เราเข้มแข็ง และแข็งแรงขึ้น เวลาที่เราได้แชร์ความคิดกับเด็กๆ รุ่นใหม่ เราก็จะได้ความสด ความก๋ากั๋นจากเขามาได้ ถือเป็นความสมดุลที่ดีของการทำงานในเกิดขึ้นอย่างแท้จริง&#8221;</p>
<p>       ตะกอนความคิดที่รวมตัวเป็นผลึกแห่งประสบการณ์จากการใช้สติวิเคราะห์สิ่งต่างๆ รอบตัวผ่านมุมมองของเวลา ทำให้ตัวตนและจิตวิญญาณของพี่รี่ดูแข็งแกร่งและชัดเจนขึ้น จนเธอพร้อมที่จะผลักดันสิ่งที่อยู่ภายใน เพื่อสะท้อนความเป็นตัวตนออกมาให้เป็นศิลปะบนดีไซน์ของแบรนด์ น้องใหม่เช่น &#8220;Grey&#8221; อย่างแท้จริงและสวยงามต่อไป&#8230;</p>
<p> </p>
<p style="TEXT-ALIGN: right"><span style="font-size: x-large;">Greyhound</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.designer.in.th/directory/พ/พัชทรี-ภักดีบุตร/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สมชาย แก้วทอง</title>
		<link>http://www.designer.in.th/directory/ส/สมชาย-แก้วทอง</link>
		<comments>http://www.designer.in.th/directory/ส/สมชาย-แก้วทอง#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 13 Feb 2009 08:28:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ส]]></category>
		<category><![CDATA[Kai]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.designer.in.th/directory/?p=1</guid>
		<description><![CDATA[

Designer : สมชาย แก้วทอง
ตำแหน่ง : เจ้าของร้าน Kai
การศึกษา : อุดมศึกษา คณะจิตกรรม มหาวิทยาลัยศิลปกร
ประวัติการทำงาน
   1968 เริ่มเปิดร้าน Kai เมื่ออายุ 22 ปี
ผลงานที่ภาคภูมิใจ / ประทับใจ
   ภูมิใจทุกผลงานที่เคยทำแฟชั่นโชว์ แต่ไม่เคยเต็ม 100 ก็เลยไม่จดจำ
กิจกรรมที่ทำสมัยยังศึกษาอยู่
   เรียนบัลเลต์ กับท่านผู้หญิงวราพร ปราโมช / ชอบศิลปะคลาสสิกชั้นสูงทุกชนิด
กิจกรรมยามว่าง / งานอดิเรก
ไม่ชอบออกงานใดๆ ชอบอยู่เงียบๆ คนน้อยๆ, ไม่ต่างจังหวัด, ชอบทานอาหารทะเล, ชอบดูบัลเลต์, ชอบดูโอเปร่ามากๆ
      กว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ไข่-สมชาย แก้วทอง คือเจ้าของห้องเสื้อ Kai ผู้ที่ลุกขึ้นมาทำเสื้อผ้าในเชิงธุรกิจโดยใช้นางแบบคนไทยเดินบนแคทวอล์คตามแบบฝรั่ง ครั้งนั้นแฟชั่นโชว์ชุดแรกของเขาได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนต์ฮอลลีวู้ดเรื่อง The Great Gatsby ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก และผลจากการเดินแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นดังกล่าวทำให้เสื้อผ้า Kai ขายหมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว ส่งให้ชื่อเสียงของ ไข่-สมชาย แก้วทอง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a class="thickbox" title="yohji-yamamoto" href="http://www.designer.in.th/directory/wp-content/uploads/2009/02/yohji-yamamoto.jpg"></a></p>
<p><img class="size-full wp-image-29 alignleft" title="somchai-kaeothong" src="http://www.designer.in.th/directory/wp-content/uploads/2009/02/somchai-kaeothong.jpg" alt="somchai-kaeothong" width="292" height="628" /></p>
<p><strong><a title="designer" href="http://www.designer.in.th">Designer</a> </strong>: <span style="font-family: verdana,geneva;">สมชาย แก้วทอง<br />
</span><span style="font-family: verdana,geneva;"><strong>ตำแหน่ง</strong> : เจ้าของร้าน Kai<br />
<strong>การศึกษา</strong> : อุดมศึกษา คณะจิตกรรม มหาวิทยาลัยศิลปกร<br />
<strong>ประวัติการทำงาน</strong><br />
   1968 เริ่มเปิดร้าน Kai เมื่ออายุ 22 ปี<br />
<strong>ผลงานที่ภาคภูมิใจ / ประทับใจ</strong><br />
   ภูมิใจทุกผลงานที่เคยทำแฟชั่นโชว์ แต่ไม่เคยเต็ม 100 ก็เลยไม่จดจำ<br />
<strong>กิจกรรมที่ทำสมัยยังศึกษาอยู่<br />
</strong>   เรียนบัลเลต์ กับท่านผู้หญิงวราพร ปราโมช / ชอบศิลปะคลาสสิกชั้นสูงทุกชนิด<br />
<strong>กิจกรรมยามว่าง / งานอดิเรก<br />
</strong>ไม่ชอบออกงานใดๆ ชอบอยู่เงียบๆ คนน้อยๆ, ไม่ต่างจังหวัด, ชอบทานอาหารทะเล, ชอบดูบัลเลต์, ชอบดูโอเปร่ามากๆ</span></p>
<p><span style="font-family: verdana,geneva;">      กว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา <strong>ไข่-สมชาย แก้วทอง</strong> คือเจ้าของห้องเสื้อ <strong>Kai</strong> ผู้ที่ลุกขึ้นมาทำเสื้อผ้าในเชิงธุรกิจโดยใช้นางแบบคนไทยเดินบนแคทวอล์คตามแบบฝรั่ง ครั้งนั้นแฟชั่นโชว์ชุดแรกของเขาได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนต์ฮอลลีวู้ดเรื่อง <strong>The Great Gatsby</strong> ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก และผลจากการเดินแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นดังกล่าวทำให้เสื้อผ้า Kai ขายหมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว ส่งให้ชื่อเสียงของ ไข่-สมชาย แก้วทอง โด่งดังเป็นพลุแตก จนต้องจัดงานแฟชั่นโชว์ของตัวเองตามมาอีกหลายงาน</span></p>
<p><span style="font-family: verdana,geneva;">     <strong>ไข่-สมชาย</strong> ถือเป็นคนแรกที่เปิดเส้นทางให้เกิดอาชีพนางแบบขึ้นมาอย่างเป็นทางการ เพราะเขาจะจ่ายค่าตัวให้นางแบบทุกคนที่มาเดินแบบเสื้อให้ จนเรียกได้ว่า ไข่-สมชาย คือมือปั้นนางแบบอาชีพเข้าสู่วงการแฟชั่นจำนวนมากอย่างแท้จริง</span></p>
<p><span style="font-family: verdana,geneva;">     หลายปีที่อยู่ในวงการแฟชั่นมา <strong>ไข่-สมชาย แก้วทอง</strong> คือ<a title="ดีไซน์เนอร์" href="http://www.designer.in.th">ดีไซน์เนอร์</a>ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายรูปแบบ แต่ด้วยความที่เขารักและคลุกคลีกับงานทางด้านเสื้อผ้ามาตั่งแต่ยังเด็กๆ ทำให้งานที่เขาทำจนทุกวันนี้ กลายเป็นงานที่มีค่าทั้งกับตัวผู้สร้างและตัวผู้สวมใส่เป็นอย่างดี</span></p>
<p><span style="font-family: verdana,geneva;">     &#8220;หลังจากพี่ชายต้องไปอยู่โรงเรียนประจำที่ จ.ยะลา บ้านผมก็เหลือแค่พี่สาว 2 คน แล้วก็แม่ ซึ่งผมสนิทกับแม่มาก เมื่อก่อนที่บ้านผมจะคลุกคลีกับเรื่องของการเย็บ ปัก ถัก ร้อย ไม่ว่าจะเป็นการถักเสื้อกันหนาว ถักโครเชท์ ถักผ้าคลุมไหล่ ทำให้ผมซึมซับกับเรื่องราวของงานประดิษฐ์ตั่งแต่นั้นมา และด้วยความที่ผมมีพื้นฐานด้านวาดเขียนอยู่แล้ว ก็เลยทำให้เราสนใจงานทางด้านศิลปะมากขึ้น อย่างตอนที่เรียนมัธยมที่ จังหวัดยะลา อาจารย์ที่สอนวิชาศิลปะมักจะจัดกิจกรรมบ่อย อย่างจัดให้ขี่จักรยานไปเขียนรูปนอกเมือง เราก็ได้ประสบการณ์ทางด้านการวาดรูปจากตรงนี้ด้วย&#8221;</span></p>
<p><span style="font-family: verdana,geneva;">     &#8220;พอจบมัธยม ผมก็มาเรียนเพาะช่างที่กรุงเทพฯ มีโอกาศได้มาเดินแถวๆ พาหุรัดบ่อยเข้า เห็นเสื้อผ้าหลากหลายแบบก็ทำให้ชอบเข้าไปใหญ่ เลยเป็นแนวทางทำให้เราเลือกที่จะทำอาชีพตัดเสื้ออย่างไม่ต้องลังเลอะไรเลย พอจบ ปี 3 ที่เพาะช่าง ผมก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปากรได้ เรียนอยู่ที่นั้นจนกระทั้งปี 3 เราก็ค้นพบตัวเองว่าเราพร้อมที่จะทำงานแล้ว ก็เลยออกมาเปิดร้านตัวเสื้อเลย เพราะรู้ว่ามันใช่สำหรับเราแล้ว คือการที่เราเลือกจะทำอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้ามันรู้สึกว่ามีอะไรดึงดูดเรามาตั่งแต่เด็ก จนพอเราโตอายุประมาณ 22 ปี เราก็คิดว่าปริญญาไม่มีความหมายสำหรับเราอีกต่อไป&#8221;</span></p>
<p><span style="font-family: verdana,geneva;">     &#8220;การที่เราทำงานมาตั่งแต่อายุ 22 ปี แล้วไม่มีความรู้พื้นฐานด้านการตัดเย็บเสื้อผ้า และไม่เคยได้เรียนที่ไหนมาก่อน มีแต่พื้นฐานทางด้านวาดเขียนก็เปนอะไรที่ช่วยได้เยอะมากทุกอย่างที่เราเรียนมาทั้งหมดสามารถนำมาช่วยทำงานให้สายอาชีพนี้ได้ <strong>ที่ผ่านมาผมอาศัยความชอบ ความถนัด มาช่วยเป็นแรงผลักดันให้เกิดเป็นประสบการณ์ที่มีค่าสำหรับเรียนรู้ต่อไป</strong>&#8220;</span></p>
<p><span style="font-family: verdana,geneva;">     &#8220;จากนั้นพอเริ่มจับทางถูกว่าเราจะทำงานทางด้านนี้จริงๆ เราก็เริ่มศึกษาว่าการทำธุรกิจที่ดีจะต้องเริ่มจากโครงสร้างที่ดี มีการบริหารเงินที่ดี มีการผลิตที่ดี มีการโฆษณาที่ดี แต่อย่างไรก็ตามเราก็ต้องแยกแยะว่า ธุรกิจไฮแฟชั่นก็เหมือนเรารับตัดเสื้อทั่วไป การที่เรารับตัดเสื้อทั่วไปกับการที่เราจะรับตัดเสื้อสำเร็จรูปขายเราจะต้องแยกออกจากกัน คือเสื้อสำเร็จรูปเราทำขึ้นมาเพื่อให้คนทุกคนทุกระดับทุกวัยใส่ได้ และซื้อได้โดยที่ไม่มีปัญหาเรื่องของราคา แต่เสื้อสั่งตัดคือไฮแฟชั่น บางทีมีปัญหาเรื่องของราคาแพง ที่แพงก็เพราะการเลือกใช้วัสดุที่ดี แต่สิ่งที่ทำให้เสื้อผ้าร้านผมแพงคือความต้องการของลูกค้าที่มาเป็นตัวกำหนดให้เสื้อผ้ามีราคาแพงขึ้น บางครั้งเวลาที่ลูกค้าสั่งตัดชุดเดียว ตัวเดียว เขาก็ต้องการความพิเศษเฉพาะตัว ซึ่งไม่สามารถไปหาซื้อที่ไหนได้ เราก็ต้อง<strong>ใส่ความพิเศษให้เขา</strong> เพราะฉะนั้นถ้าไม่รักไม่ชอบงานทางด้านนี้จริงๆ ก็อาจท้อถอย หรือเลิกล้มกลางคันได้ ดังนั้นความรักและความชอบก็ทำให้เรามีพลังในการต่อสู้กับอุปสรรคที่เกิดขึ้นได้เอง&#8221;</span></p>
<p><span style="font-family: verdana,geneva;">     ได้ฟังเรื่องราวของบรมครูทางด้านแฟชั่นมาพอสมควรก็ทำให้ทราบว่า <strong>การที่เราจะทำงานอะไรให้ประสบความสำเร็จแล้วในขั้นตอนแรกเราก็ต้องมีพรสวรรค์ทางด้านนี้อยู่ในตัวเองด้วย จึงจะเห็นความสำเร็จลอยมาแต่ไกล</strong></span></p>
<p><span style="font-family: verdana,geneva;">     &#8220;<strong>ผมว่าความชอบกับพรสวรรค์ ทำให้ทุกคนมีใจที่จะสู้</strong>และ ทำให้เราผ่านพ้นอุปสรรคมาได้ เพราะฉะนั้น การที่จะเรียนแฟชั่นหรือเรียนอะไรก็ตามถ้าไม่มีพรสวรรค์หรือไม่มีความชอบในสิ่งที่เราเรียนก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ ผมขอท้าเลยว่าคนที่จบปริญญาตรีหรือปริญญาเอกทางด้านแฟชั่นมา กับคนที่มีความรัก ความชอบและเริ่มคลุกคลี ทำงานเกี่ยวกับแฟชั่นมาตั่งแต่อายุยังน้อย ฝ่าฟันกับอุปสรรค เรียนรู้ ต่อสู้กันไปก็จะได้รับความลึกซึ้งกับอาชีพตรงนี้มากกว่าคนที่เรียนมาอีก คนที่เรียนมาทางด้านนี้ก็เพื่อมีข้อมูลมาประกอบอาชีพ แต่พอเขาเริ่มมาประกอบอาชีพก็เท่ากับว่าต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่กับชีวิตเลย เขาอาจจะมีภาษีมากกว่าที่เขาได้เรียนพื้นฐานทางด้านนี้มาโดยตรง แต่ทั้งหมดแล้วก็ยังสู้พรสวรรค์ที่ติดตัวมาไม่ได้อยู่ดี&#8221;</span></p>
<p><span style="font-family: verdana,geneva;">     &#8220;เท่าที่อยู่วงการนี้มา จะเห็นว่า<strong>คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่มีพรสวรรค์</strong> แต่คนที่ไม่มีพรสวรรค์หรือคนที่เรียนมาทางด้านแฟชั่นมาเขาก็อาจประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นคนที่เรียนทางด้านนี้มาแล้วทำสินค้าสำเร็จรูป ทำอาชีพนี้โดยตรง คนที่มีพรสวรรค์จะมีภาษีกว่า ทำงานมา จนอายุจะ 60 ปีแล้วมีดีไซเนอร์เป็นร้อยเป็นพัน แต่ถ้าพูดถึง Top <a title="designer" href="http://www.designer.in.th">designer</a> ในเมืองไทยที่เข้าขั้นจริงๆยังนับไม่ถึงสิบคนด้วยซ้ำ ถือว่ายังน้อยเหมือนกันคือเราอาจมองว่าคนที่สนใจและเข้ามาทำอาชีพนี้มีให้เห็นเยอะมาก แต่ถ้าวัดความสำเร็จก็ถือว่าน้อยเต็มที เราเห็นงาน ELLE FASHION WEEK ซึ่ง ELLE เป็นหนังสือหัวนอกที่ให้ความสำคัญกับอาชีพแฟชั่นเมืองไทยมาก การที่เขาจัดงานนี้ขึ้นมาก็เหมือนเป็นการได้คัดสรรผลงานของ ดีไซเนอร์เมืองไทย เพื่อให้งานออกมาสู่สายตาประชาชน ให้คนได้ตัดสินว่า เขาเป็นดีไซเนอร์จริงๆ หรือว่าเป็นแค่ช่างตัดเสื้อ หรือเป็นแค่ความฉาบฉวยกันแน่&#8221;</span></p>
<p><span style="font-family: verdana,geneva;">     &#8220;เพราะฉะนั้นอยากบอกเด็ก ที่อยากเข้ามาทำงานในวงการแฟชั่นว่า อาชีพนี้มีคนอยากทำเยอะมาก แต่การเข้าวงการมาแบบฉาบฉวย พ่อแม่รวย ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ เพราะเมื่อเกิดปัญหาแต่ละครั้งส่วนใหญ่ก็จะทนไม่ไหว ถอนตัวกันไปเยอะเหมือนกัน เนื่องจากเราต้องเจอกับลูกค้าหลายแบบ คนที่จะทุ่มเทให้กับความพิเศษอย่างที่ลูกค้าต้องการได้ คนๆนั้นก็จะต้องเป็นคนที่อดทนมากๆ&#8221;</span></p>
<p><span style="font-family: verdana,geneva;">     &#8220;อาชีพนี้เราต้องแข่งกับตัวเอง พยายามทำตัวให้อยู่ในกรอบที่ถูกต้อง ก็จะประสบความสำเร็จได้ การทำงานแต่ละครั้งเราต้องศึกษาหลายอย่าง ทั้งการเป็นตัวของตัวเอง การดูเทรนด์แฟชั่นของโลก คำว่าแฟชั่นมันก็จะวนไปวนมา เพราะฉะนั้นแฟชั่นก็จะมีเหมือนเดิมบ้าง ก็เป็นเรื่องปรกติ&#8221;</span></p>
<p><span style="font-family: verdana,geneva;">     &#8220;สำหรับร้าน Kai เราทำเสื้อผ้าคลาสสิก เราคำนึงถึงความเป็นไปได้ในการสวมใส่เสื้อผ้าของลูกค้าเป็นหลักว่า ถ้าลูกค้าเสียเงินกับเรา เขาจะต้องได้รับความคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป ซึ่งจุดนี้เราก็สามารถวัดความสำเร็จและความมีชื่อเสียงจากลูกค้าที่มีมาเรื่อยๆได้เราเปิดร้านมานาน มีผลงานมากมายใครจะชอบงานเรามากน้อยแค่ไหนก็วัดได้ที่การอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้&#8221;</span></p>
<p><span style="font-family: verdana,geneva;">     &#8220;สำหรับโครงการในอนาคตผมก็จะทำงานตรงนี้ให้ดีที่สุด ถ้ามีเงินสักก้อนก็จะเปิดพิพิธภัณฑ์แฟชั่นส่วนตัวให้กับตัวเอง เพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้ดูกัน ได้ให้คนอื่นดูผลงานประวัติการทำงานของเรา หากวันหนึ่งเราตายไป 20-30 ปี แต่ผลงานที่เราทำก็ยังอยู่ เขาจะได้รู้ว่าสมัยที่เรายังอยู่เขาทำงานกันแบบนี้ เป็นเรื่องที่น่ายินดีถ้าทำได้ ก็ภาวนาอยากให้ทำได้เหมือนกันเพราะเราไม่สามารถอุทิศความที่เราชอบให้กับใครได้ เราก็คือเรา เขาก็คือเขา ของแบบนี้มันไม่มีตัวตายตัวแทนกันได้ ดังนั้นความเป็นตัวของเราก็จะมีอยู่ที่เดียว แห่งเดียวในโลกใบนี้&#8221;</span></p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-family: verdana,geneva;"><span style="font-size: x-large;">Kai.</span></span></p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-size: x-large;"> </span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.designer.in.th/directory/ส/สมชาย-แก้วทอง/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

